ไทย/ English
การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มาใช้บริการในร้านยาต่อ
การนำร้านยาเข้าสู่โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

ภญ. พัสริ วิทยศักดิ์พันธุ์ ภญ. โสภิดา ห่วงรักษ์ ภญ.อัญชลี เลาไพศาลวนิชศิริ
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. จันทรรัตน์ สิทธิวรนันท์ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์
เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มาใช้บริการในร้านยาต่อการนำร้านยาเข้าร่วมโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
เกี่ยวกับความต้องการนำร้านยาเข้าร่วมโครงการฯ ลักษณะร้านยา ความต้องการในงานบริการและกิจกรรมต่างๆ ของร้านยารวมถึง
รูปแบบของการเชื่อมร้านยาเข้าสู่เครือข่ายปฐมภูมิ

วิธีดำเนินการศึกษา
สุ่มตัวอย่าง 450 คน จากจำนวนประชากรในกรุงเทพฯที่กระจายอยู่ใน 25 เขต จากทั้งหมด 50 เขต ตามสัดส่วน
ของประชากรใน 25 เขต
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามลักษณะนามบัญญัติและ สเกลอันดับ แบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ตอนคือ ตอนที่ 1
เป็นข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ ตอนที่ 2 ความคิดเห็นต่อการนำร้านยาเข้าร่วมโครงการฯ ตอนที่ 3 สำรวจลักษณะร้านยา งานบริการ
และกิจกรรมที่ควรมีในร้านยา ตอนที่ 4 รูปแบบการเชื่อมร้านยาเข้าสู่โครงการฯนี้
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีหาค่าร้อยละ จัดอันดับความถี่เพื่อหาฐานนิยมและหาความสัมพันธ์ของตัวแปรที่มีผลต่อ
ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง

ผลการศึกษาค้นคว้า

แบบสอบถามจำนวน 410 ฉบับ ได้รับการตอบจากจำนวนทั้งสิ้น 450 ฉบับ (ร้อยละ91.1) ของแบบสอบถามทั้งหมด
ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความประสงค์ให้ร้านยาเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 76.7 โดยเหตุผลของผู้ตอบแบบ
สอบถาม คือ การประหยัดเวลาร้อยละ 83.9 ความรวดเร็วในการรับบริการร้อยละ 67.4 การได้รับคำปรึกษาจากเภสัชกรร้อยละ
65.8 สำหรับเหตุผลของผู้ที่ไม่ประสงค์ให้ร้านยาเข้าร่วมโครงการ ดังกล่าวเนื่องจากความไม่มั่นใจของผู้ตอบแบบสอบถามใน
หัวข้อ ดังต่อไปนี้ คุณภาพของยาร้อยละ 57.1มาตรฐานการรักษาร้อยละ 52.7 การพบเภสัชกรร้อยละ 34.1ในส่วนความคิดเห็น
เกี่ยวกับ ลักษณะของร้านยา ที่จะเข้าร่วมโครงการ ฯ กลุ่มตัวอย่างมีความประสงค์ให้ร้านยามียาที่มีคุณภาพดีร้อยละ 96.1 และ
มีเภสัชกร ประจำร้านร้อยละ 92.4 สำหรับงานบริการพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความประสงค์ให้มีการเขียนและบอกสรรพคุณ วิธีใช้และ
ผลข้างเคียงของยามากเป็นอันดับหนึ่ง ถึงร้อยละ 94.2 รองลงมาตามลำดับคือให้คำปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพ การนำใบสั่งยา
จากแพทย์มารับยา ได้ที่ร้านยา การทำใบส่งตัว การทำประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย การรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย การวัดความดัน
โลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด ในด้านกิจกรรม ส่งเสริมสุขภาพ พบว่ามีความต้องการให้ร้านยามีบทบาทในการป้องกันยาเสพติด
แนะนำสถานบำบัดและทำใบส่งตัวไปรับการรักษา มากที่สุดคือร้อยละ 72.1 รองลงมาคือบทบาทในด้านป้องกันการติดเอดส์และ
การใช้ยา ในส่วนของรูปแบบของการเชื่อมร้านยา เข้าสู่เครือข่ายปฐมภูมิ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเลือกรูปแบบของการเริ่มต้นในรับบริการ
ที่สถานบริการปฐมภูมิใด ๆ ที่ใดที่หนึ่งตาม ความประสงค์ ของผู้ตอบร้อยละ 43.5 รูปแบบที่มารับบริการที่ร้านยา ก่อนและในกรณี
ที่ เภสัชกรเห็นว่าจำเป็น ต้องพบแพทย์ จะทำใบ ส่งตัวไปยังคลินิกหรือโรงพยาบาล ร้อยละ 34.6 และรูปแบบที่ไปรับบริการที่คลินิก
หรือ โรงพยาบาลก่อน และนำใบสั่งยามา รับยาที่คลินิก โรงพยาบาล หรือร้านยา ร้อยละ 27.3 เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล
เรื่อง เพศ อายุ อาชีพ รายได้ การศึกษา พบว่าไม่มีความแตกต่าง ในความคิดเห็นต่อความต้องการ นำร้านยาเข้าร่วมโครงการ
อย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ผู้ที่มีสวัสดิการด้านรักษา พยาบาลมีความต้องการให้ร้านยา เข้าร่วม โครงการ
มากกว่า ผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการโดยเฉพาะ ผู้มีบัตรทอง มีความประสงค์ให้ร้านยา เข้าร่วมโครงการ ฯ มากกว่า ผู้ทีไม่มีบัตรทอง
ในโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค


การศึกษาปัญหาที่เกี่ยวกับยารักษาอาการหวัดจ่ายโดยผู้ให้บริการร้านยาในเขตบางกะปิ

ทรงยศ ประมวลญาติ ธวชินี แสนเสนา จิราภรณ์ นพเดช
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมขุมชน

อ.ดร.ปวีณา สนธิสมบัติ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาถึงการเกิดปัญหาที่เกี่ยวกับยารักษาอาการหวัด และลักษณะการให้บริการของผู้ให้บริการร้านยาในด้าน
การซักถามประวัติผู้ป่วย และการให้ข้อมูลยาในขณะส่งมอบยาแก่ผู้ป่วย

วิธีดำเนินการศึกษา
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ให้บริการร้านยาในเขตบางกะปิ โดยใช้ข้อมูลจำนวนร้านยาจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาที่มีจำนวน184 ร้าน (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2544) ทำการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience
sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 82 ร้าน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสวมบทบาทเป็นผู้รับบริการมาขอซื้อยาแก้หวัดให้
มารดา โดยกำหนด ประวัติของผู้ป่วยคือ คัด จมูก น้ำมูกใส และไอ ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา penicillin และใช้ยา theophylline
เนื่องจากเป็นโรคหืด ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าร้อยละ และจัดอันดับความถี่เพื่อหาฐานนิยม

ผลการศึกษาค้นคว้า
ผลการศึกษาพบว่า สามารถเก็บข้อมูลปัญหาที่เกี่ยวกับยาได้จากชุดข้อมูลที่สมบูรณ์จากร้านยาจำนวน 59 ร้าน เป็นยา
จำนวน 100 รายการ และเก็บข้อมูลลักษณะการให้บริการได้จากร้านยาจำนวน 82 ร้าน โดยผู้ให้บริการให้ความสำคัญกับ
การซักถามประวัติความเจ็บป่วยในปัจจุบันมากกว่าการซักถามประวัติความเจ็บป่วยอื่นๆ สำหรับยาที่ได้รับและทราบชื่อยา
พบ ว่าเป็นยาสูตรผสม triprolidine + pseudoephedrine มากที่สุดจำนวน 37 ราย ( ร้อยละ 62.7) นอกจากนี้ยังพบว่า
มี การจ่ายยาโดยบรรจุยาหลายชนิดรวม อยู่ในซอง เดียวกันมากถึง 20 ราย ( ร้อยละ 24.4) มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาที่จ่าย
อย่างครบถ้วน คือ ชื่อยา สรรพคุณ วิธีการใช้ยา ระยะเวลาในการ ใช้ยา และคำแนะนำในการใช้ยาเพียง 2 ราย ( ร้อยละ 2.4)
เท่านั้น โดยเฉพาะการไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลา ในการใช้ยาและคำแนะนำ ในการใช้ยาพบได้มากถึง 72 ราย ( ร้อยละ 87.8)
และ 61 ราย ( ร้อยละ 74.4 ) ตามลำดับ สำหรับปัญหา ที่เกี่ยวกับยาที่พบมาก ในกรณี ศึกษา นี้คือ การไม่ได้รับยาบรรเทาอาการ
ไอ โดยพบได้ 26 ราย ( ร้อยละ 44.1) และการได้รับยารักษา โดยไม่มีอาการจำนวน 34 ราย ( ร้อยละ 57.6 ) แม้ว่าผู้ให้บริการ
บาง รายมีการซักถามประวัติผู้ป่วยว่าไม่มีอาการ แต่ผู้ป่วยก็ยังได้รับยา รักษาอาการนั้น เช่น กลุ่มยาละลาย เสมหะ/ขับเสมหะ
และยาปฏิชีวนะ ซึ่งในกลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะจะส่งผลให้เกิดปัญหาการ ได้รับยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้จำนวน 2 ราย ( ร้อยละ 3.4)
และเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ได้รับกับ ยาที่ผู้ป่วย ใช้อยู่ประจำจำนวน 1 ราย( ร้อยละ 1.7) และมีผู้ป่วย 3 ราย ( ร้อยละ 5.1)
ที่ได้รับยาที่ไม่มีข้อบ่งใช้ซึ่งใน กรณีนี้คือ ยา salbutamol นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้ให้บริการเพียง 19 ราย ( ร้อยละ 32.2 )
เท่านั้น ที่จ่ายยารักษาอาการหวัดได้ครบทั้ง 3 อาการ แต่มีผู้ให้บริการเพียง 5 ราย ( ร้อยละ 8.5) เท่านั้นที่จ่ายยาได้ครบทั้ง 3
อาการ โดยที่ไม่มี การจ่ายยาซ้ำซ้อน หรือยาบรรเทาอาการที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นร่วมด้วย แม้ว่าหวัดเป็นอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อย
ในร้านยาและ เป็นอาการ ที่ไม่ซับซ้อน แต่จากผลการศึกษาก็ยังพบปัญหาที่ เกี่ยวกับยาที่เกิดจากการให้บริการจ่ายยา เพื่อบรรเทา
อาการ ดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้มีการใช้ยาอย่างเหมาะสม และลดปัญหาที่เกี่ยวกับยา ผู้ให้บริการในร้านยาจึงควรปรับปรุงการให้
บริการ ด้านการซักถามประวัติ ผู้ป่วย การจ่ายยาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยและการให้ข้อมูลยาในขณะส่งมอบยาให้แก่ผู้ป่วย
ที่มารับบริการในร้านยา


การสำรวจมาตรฐานของร้านยาในความต้องการของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร


นาตยา ถีระวงษ์ ศรีสุดา กาญจนโอฬารศิริ อารียา ยอดปลอบ
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน


ดร. รัตติมา จีนาพงษา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสำรวจมาตรฐานของร้านยาที่ผู้บริโภคต้องการ
เพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานร้านยาที่ผู้บริโภคต้องการกับ (ร่าง) มาตรฐานร้านยาของกลุ่มเภสัชกรรมชุมชน
(ร่างมาตรฐาน การวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชน สมาคมเภสัชกรรมชุมชน ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2542)
เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาสร้างแบบจำลองร้านยามาตรฐานที่ผู้บริโภคต้องการ

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่มีอายุระหว่าง 18 ปี ถึง 60 ปี อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
จำนวน 900 คน จากจำนวนประชากรประมาณ 4 ล้านคน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อคิดเห็นในเรื่องมาตรฐานของร้านยา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานร้านยา โดยแบ่งคำถามเป็น 6 หัวข้อใหญ่ๆ ได้แก่ สถานที่ อุปกรณ์
งาน บริการผู้ให้บริการ ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ งานบริการ และการพัฒนาสุขภาพของชุมชน
การวิเคราะห์ข้อมูล ในหัวข้อต่างๆ โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ และเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้กับร่างมาตรฐานฯ แล้ว
นำผลการศึกษามาสร้างแบบจำลองร้านยามาตรฐานที่ผู้บริโภคต้องการ

ผลการศึกษาค้นคว้า

ผลการศึกษาด้านสถานที่ อุปกรณ์งานบริการ และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ นั้น ผู้บริโภคมีความเห็นว่า ร้านยาควรมีการจัด
มุมให้คำปรึกษา (ร้อยละ 98.1) โดยจัดเป็นมุมส่วนตัว (ร้อยละ 64.8) มีมุมให้ความรู้ทางวิชาการ (ร้อยละ 98.5) และมีมุมติดแผ่น
โฆษณายา (ร้อยละ 83.6) โดยแยกจากบริเวณขายยา สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านยา คือ ป้ายชื่อร้าน (ร้อยละ 50.0) เป็นร้านขนาด
ปานกลาง (ร้อยละ 68.5) ใช้วัสดุเรียบง่ายตกแต่งร้าน (ร้อยละ 81.0) จัดเรียงสินค้าชนิดที่ผู้ซื้อสามารถหยิบได้เองบางอย่าง
(ร้อยละ 52.3) มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (ร้อยละ 89.9) มีอุปกรณ์ เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก (ร้อยละ 75.7) เครื่องวัดความดัน
โลหิต (ร้อยละ 53.5)ไว้บริการ ซึ่งความเห็นสอดคล้องกับร่างมาตรฐานฯ นอกจากนี้ในร้านยาควรมีสินค้าอื่นที่นอกเหนือจากยา
(ร้อยละ 92.5) เช่น ชุดทดสอบสำเร็จรูป (ร้อยละ 60.7) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ร้อยละ 58.8) เครื่องมือแพทย์ (ร้อยละ 54.2)
ซึ่งในร่างมาตรฐานฯ ระบุว่า ร้านยาควรจัดให้มีรายการยาและจำนวนที่เหมาะสมและจำเป็นไว้บริการประชาชน มีอุปกรณ์เพียงพอ สำหรับการให้บริการ ด้านสุขภาพอนามัย และการตรวจร่างกายเบื้องต้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีการจัดวางที่แยกกันเป็นสัดส่วนชัดเจน
สิ่งที่สำคัญของผู้ให้บริการ 3 ลำดับแรกคือ การแสดงตนโดยการติดป้ายชื่อและตำแหน่ง (ร้อยละ 44.5) ทักษะในการสื่อสาร
(ร้อยละ 26.9) และความรู้ (ร้อยละ 15.8) ซึ่งสอดคล้องกับร่างมาตรฐานการวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชน ผู้บริโภคคิดว่าร้านยาควรเปิด
ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง (ร้อยละ 61.6) และมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านตลอดเวลาที่เปิดทำการ (ร้อยละ 64.4) ความไม่มั่นใจ ในการใช้บริการจะเกิดขึ้น เมื่อผู้บริโภคไม่พบเภสัชกร ในการจ่ายยา (ร้อยละ 38.7) ด้านงานบริการและการพัฒนาสุขภาพชุมชน
พบว่า มีผู้บริโภคส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย และเห็นว่าไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการให้บริการในด้านต่างๆ เช่น การให้ข้อมูลด้านยา
ผ่านสื่ออิเล็คทรอนิค (ร้อยละ 32.0) การจัดทำประวัติ การใช้ยาเฉพาะแก่ผู้ที่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 26.8) การรายงานอาการ
ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (ร้อยละ 18.9) แต่ผู้บริโภค เห็นว่าเภสัชกรควรเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน (ร้อยละ 96.6) โดยเข้าร่วมการ
รณรงค์เรื่องการใช้ยาที่ถูกต้อง (ร้อยละ 83.8) การต่อต้าน การใช้สิ่งเสพติด (ร้อยละ 65.2) เป็นต้น


การศึกษาค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้งในการรักษาอาการที่พบบ่อย
ในระบบทางเดินหายใจในร้านยา จังหวัดปทุมธานี

ปาริฉัตร ปัทมาลัย สุมิตรา สุรัตตะเศรณี ศตพร ซ่อนกลิ่น
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

อ.ดร.ภญ.จันทรรัตน์ สิทธิวรนันท์ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้งของในการรักษาอาการที่พบบ่อยในระบบทางเดินหายใจในร้านยา จังหวัดปทุมธานี

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ร้านยาจังหวัดปทุมธานี จำนวน 40 ร้าน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ในการส่งแบบสอบถามชุดที่ 1 และ จำนวน 96 ร้าน ในการส่งแบบสอบถามชุดที่ 2 จากจำนวนร้านยาทั้งสิ้น 179 ร้าน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชุดที่ 1 เกี่ยวกับอาการที่พบบ่อยในระบบทางเดินหายใจ และยาที่จ่ายเพื่อการ
รักษา แบบสอบถามชุดที่ 2 เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้งในการรักษาอาการที่พบบ่อยในระบบทางเดินหายใจในร้านยา ซึ่งแบ่งเป็น
4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยส่วนใหญ่ในร้านยา ส่วนที่ 2 ข้อมูลการจ่ายยาและค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้งของการบริการ ในร้านยาของแต่ละกลุ่มอาการที่พบบ่อยในระบบทางเดินหายใจ ส่วนที่ 3 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายยาและค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้งในการรักษาอาการที่พบบ่อยในระบบ
ทางเดินหายใจในร้านยา โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าฐานนิยม ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้า

แบบสอบถามชุดแรกถูกส่งกลับมา 30 ฉบับ (ร้อยละ 75) ของจำนวนแบบสอบถามที่ส่งออกไป อาการที่พบบ่อย ในระบบ
ทางเดินหายใจได้ถูกจำแนกเป็น 5 อาการ รายละเอียดยาที่นิยมถูกเลือกจ่ายสำหรับอาการดังกล่าว มีดังนี้ อาการไข้ ยาที่มักจ่าย คือ
paracetamol, aspirin และ NASIDs อาการเจ็บคอ ยาที่มักจ่าย คือ amoxycillin, ampicillin, erythromycin และ
roxythromycin อาการมีน้ำมูกและคัดจมูก ยาที่มักจ่าย คือ ยาสูตรผสม tripolidine+pseudoephedrine, ยาสูตรผสม
paracetamol+ chlorpheniramine+ pseudoephedrine, ยาสูตรผสม brompheniramine+pseudoephedrine,
chlorpheniramine และ brompheniramine อาการไอแห้ง ยาที่มักจ่าย คือ dextromethorphan,ยาสูตรผสม
dextromethorphan+ammon chloride+dexpanthenol, ยาสูตรผสม dextromethorphan + guaifenesin
+ terpin hydrate และ ยาสูตรผสม codiene phosphate + guaiacolate และอาการไอมีเสมหะ ยาที่มักจ่าย คือ
ambroxal, bromhexine, ยาสูตรผสมcarbocysteine และ codiene phosphate+guaiacolate
แบบสอบถามชุดที่ 2 ถูกส่งกลับมายังผู้ทำการวิจัยทั้งสิ้นจำนวน 49 ฉบับ (ร้อยละ 51) ของจำนวนแบบสอบถามที่ส่งออก
ไปทั้งหมด ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้งในการรักษาอาการไข้ต่ำ และอาการไข้สูง เท่ากับ 10 บาท อาการเจ็บคอ คอไม่แดงและอาการ
คอแดงเท่ากับ48 บาท ตามลำดับ, อาการมีน้ำมูก แต่ไม่มีอาการคัดจมูก เท่ากับ 7 บาท อาการมีน้ำมูกและคัดจมูก เท่ากับ 20 บาท
อาการไอเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีเสมหะ เท่ากับ 12 บาท อาการไอมากจนไม่สามารถทำงานได้ แต่ไม่มีเสมหะ เท่ากับ 30 บาท อาการไอ
มีเสมหะเหลวใส เท่ากับ 30 บาท และอาการไอมีเสมหะข้นเหนียว เท่ากับ 35 บาท ยาที่จ่ายคือ paracetamol 500 mg.,
amoxycillin 500 mg., chlorpheniramine 4 mg., ยาสูตรผสม tripolidine 2.5 mg.+ pseudoephedrine 60 mg.,
dextromethophan 15 mg, ยาสูตรผสม codeine phosphate 10 mg.+ glyceryl guaiacolate 100 mg.,
bromhexine 8 mg. และ ambroxol 30 mg. โดยจำนวนวันเฉลี่ยต่อครั้งของการจ่ายยา คือ 3 วัน ยกเว้นอาการเจ็บคอ
คอแดง เท่ากับ 4 วัน


การสำรวจความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาและการปฎิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพ้ยา
ของประชาชนในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

พงษ์เทพ เล็บนาค สุกัญญา เตชกิตติรุ่งโรจน์ สุภาวดี สืบศาสนา
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชาลี ทองเรือง อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสำรวจความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพ้ยาของประชาชนในเขตอำเภอเมือง
จังหวัดอุบลราชธานี

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานี้ คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 951 ราย
โดยการสุ่มตัวอย่างแบบ แบ่งกลุ่มตามพื้นที่ตำบล และการสุ่มแบบแบ่งชั้น ร่วมกัน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาและการปฎิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพ้ยา
ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลปัจจัยทั่วไปที่มีผลต่อความรู้ของประชาชน ส่วนที่ 2 และ 3 เป็น
แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาเน้นหนักในกลุ่มยาแก้หวัด และการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพ้ยา
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยทั่วไปและข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพ้ยา
โดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ฐานนิยม และ ไค-สแควร์

ผลการศึกษาค้นคว้า

พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.6 มีความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ได้แก่ ระดับ
การศึกษา ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการแพ้ยา และถิ่นที่อยู่อาศัย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 80.2 มีวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดการแพ้ยาที่ถูกต้อง คือ หยุดยาที่แพ้ทันทีแล้วรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และร้อยละ 62.9 สามรถระบุการป้องกันการเกิดการแพ้ยาซ้ำได้ถูกต้อง คือ จำชื่อยาที่แพ้และแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ได้รับยา กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 68.0 ได้รับความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาจากเภสัชกรร้านยา แต่อีกร้อยละ 28.1 ไม่แน่ใจว่าผู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาในร้านยานั้นเป็นเภสัชกรหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 96.0 ต้องการให้ เภสัชกรร้านยาเป็นผู้ให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยารวมทั้งวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพ้ยานั้น


การศึกษาระบบเครือข่ายร้านยาเภสัชกรชุมชนกับสถานพยาบาลปฐมภูม

คทา บัณฑิตานุกูล วรรณภา พูลสุวรรณ ทิพวรรณ หาญสกุล
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิบูลย์ วัฒนาธร รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ รัตนวิจิตราศิลป์ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาถึงรูปแบบความเชื่อมโยงระบบเครือข่ายร้านยาเภสัชกรชุมชนกับสถานพยาบาลปฐมภูมิที่เหมาะสม
2. เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะต่อบทบาทและหน้าที่ของร้านยาเภสัชกรชุมชนในร้านยาในระบบเครือข่ายสถานพยาบาล
ปฐมภูมิ
3. เพื่อหาปัจจัยส่งเสริมทางการเงินให้ระบบเครือข่ายร้านยาเภสัชกรชุมชนกับสถานพยาบาลปฐมภูมิเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและสมประโยชน์

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานในระดับนโยบายและการวางแผนปฏิบัติงานด้านปฏิรูป
ระบบสุขภาพ ด้านบริหาร ด้านการรักษาพยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข ตัวแทนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ
ผู้บริหารสำนักงานประ กันสังคมและสำนักงานประกันสุขภาพเอกชน รวมทั้งหมด 17 ท่านจาก 20 ท่าน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 85
ซึ่งได้มาจากการ เลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ทัศนคติ ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับระบบเครือข่ายร้านยาเภสัชกรชุมชน
กับสถานพยาบาลปฐมภูมิ ซึ่งแบบสัมภาษณ์ได้มาจากการนำแบบสอบถามมาพัฒนาเป็นแบบสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เปิดกว้าง
และเจาะลึกที่มีคุณภาพ
การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ของข้อเสนอแนะที่ได้จากการสัมภาษณ์ แล้วนำมาจัดกลุ่มตาม
ความเหมือนความต่างรวมกับข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมนำมาวิเคราะห์เป็นบทบาทหน้าที่ของเภสัชกรชุมชน แนวทาง
การ เชื่อมโยงและ การสนับสนุนทางการเงินของร้านยาเภสัชกรชุมชนกับสถานพยาบาลปฐมภูมิรูปแบบต่างๆ

ผลการศึกษาค้นคว้า

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 17 ท่าน มองบทบาทเภสัชกรชุมชนว่ามีหน้าที่จ่ายยาตามใบสั่งยาของแพทย์
และให้คำแนะนำตามกระบวนการทางเภสัชกรรม ร้อยละ 100 ส่วนบทบาทในการดูแลการจ่ายยาโรคพื้นฐานแก่ประชาชน
มีผู้ทรง คุณวุฒิเพียง 11 ท่าน (64.7%) เท่านั้นที่สนับสนุน ที่ไม่เห็นด้วย3 ท่าน (17.6%) ส่วนที่เหลืออีก 3 ท่าน (17.6%)
ไม่แสดงข้อคิดเห็นในบทบาทนี้เนื่องจากเห็นว่าไม่มีกฎหมายรองรับและอาจเป็นการเหลื่อมล้ำกับวิชาชีพเวชกรรม สำหรับรูปแบบ
ความ เชื่อมโยงระหว่าง ร้านยาเภสัชกรชุมชนกับสถานพยาบาลปฐมภูมิ ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน (41.8%) เสนอความเชื่อมโยง
แบบ ร้านยาเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิรองที่เชื่อมโยงกับหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก โดยหน่วยบริการปฐมภูมิหลักเป็นผู้กำหนด
นโยบาย ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน (29.4%) เสนอให้ร้านยาเป็นหน่วยอิสระเชื่อมโยงกับเครือข่ายหน่วยบริการวิชาชีพอื่น ๆ แบบที่มี
ความรับผิดชอบร่วมกันในการให้บริการ ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน (11.8%) เสนอให้ร้านยาเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก และไปเชื่อม
กับหน่วยบริการปฐมภูมิรองต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ท่าน (5.9%) เสนอให้ร้านยาเป็นหน่วยอิสระที่เป็นคู่สัญญากับกองทุนโดยตรง
โดยไม่ผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก ส่วนรูปแบบทางการเงินในการจ่ายค่าตอบแทนร้านยา ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน (41.18%)
มีความ เห็นว่า รูปแบบทางการเงินที่หน่วยบริการปฐมภูมิหลักตอบแทนแก่ร้านยาในฐานะหน่วยบริการปฐมภูมิรองเหมาะสม
แล้วส่วนอีก 5 ท่าน (29.4%) เสนอว่า การสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนต่างๆน่าจะลงไปที่ร้านยาโดยตรง ซึ่งอาจเป็นได ้3
รูปแบบได้แก่ แบบที่ 1 กองทุนสนับสนุนงบประมาณให้แก่เครือข่ายซึ่งมีร้านยาเป็นหนึ่งในเครือข่าย แบบที่ 2 กองทุนสนับสนุน
งบประมาณให ้แก่ร้านยาในฐานะหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก แบบที่ 3 กองทุนสนับสนุนงบประมาณให้แก่ร้านยาในฐานะหน่วย
บริการคู่สัญญา ทั้งนี้ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับข้อดีข้อด้อยของรูปแบบต่าง ๆ ของการเชื่อมโยงและการจ่าย
ค่าตอบ แทนแก่ร้านยา


การสำรวจความพร้อม ความรู้และทัศนคติของเภสัชกรชุมชน
ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีในจังหวัดสมุทรปราการ

ธนัย วีรณรงค์กร อภิลักษ์ ม้าวิไล รณพิศักด์ หัสคำ
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. ปวีณา สนธิสมบัติ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาความพร้อม ความรู้และทัศนคติของเภสัชกรชุมชนในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ในจังหวัดสมุทรปราการ และความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อม ความรู้ และทัศนคติของเภสัชกรชุมชน

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เภสัชกรชุมชนที่ปฏิบัติงานในร้านยาประเภท ขย.1 ในจังหวัดสมุทรปราการ
จำนวน 300 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 356 ร้าน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2545 ถึง
7 เมษายน 2545
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ และทัศนคติของเภสัชกรชุมชนในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย เอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งส่งให้แก่ผู้ตอบทางไปรษณีย์ ระดับความรู้ของเภสัชกรเกี่ยวกับเอดส์หรือโรคติดเชื้อเอชไอวี และระดับ ทัศนคติในการให้คำปรึกษา แบ่งเป็น ระดับสูง (75 - 100 คะแนน) ปานกลาง (50 - 74 คะแนน) และ ต่ำ (น้อยกว่า 50 คะแนน) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และประมวลผลความสัมพันธ์ของความรู้ ทัศนคติ และความพร้อมในการให้
คำปรึกษาโดยใช้สถิติไคว์สแควร์ และสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน

ผลการศึกษาค้นคว้า

ผลการวิจัยพบว่ามีเภสัชกรที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 41 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 13.67 ของแบบสอบถามที่ส่งออกไป
ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงจำนวน 26 ราย (ร้อยละ 63.42) มีอายุเฉลี่ย 34.41 ปี (23 - 63 ปี) มีเวลาปฏิบัติงานในร้านยาเฉลี่ย สัปดาห์ละ 30.44 ชั่วโมง (0 - 90 ชั่วโมง) มีประสบการณ์ในร้านยาเฉลี่ย 5.78 ปี (0 - 25 ปี) เป็นเภสัชกรที่ไม่ได้ศึกษาต่อเพิ่มเติม
36 ราย (ร้อยละ 87.8) เภสัชกรชุมชนมีความรู้เกี่ยวกับเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวีในระดับต่ำ ระดับปานกลาง และระดับสูง ร้อยละ
39.02 , 53.66 และ 7.32 ตามลำดับ สำหรับทัศนคติในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี แบ่งได้เป็นระดับต่ำ
ระดับปานกลาง และระดับสูง ร้อยละ 0 , 65.85 และ 34.15 ตามลำดับ พบว่าร้อยละ 17 ของเภสัชกรชุมชน มีความพร้อมในการให้
คำปรึกษา และความรู้ มีความสัมพันธ์ กับความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p=0.045) ขณะที่ ทัศนคติไม่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย (p=0.292) และความรู้ไม่มีความสัมพันธ์
กับทัศนคติในการให้คำ ปรึกษาแก่ผู้ป่วย (p=0.749)
ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า เภสัชกรชุมชนยังขาดความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี
เนื่องจากความรู้มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่ทัศนคติไม่มีความสัมพันธ์
กับความพร้อมในการให้คำปรึกษา จึงควรส่งเสริมด้านความรู้เกี่ยวกับโรคและวิธีการรักษาให้กับเภสัชกรชุมชน และเสริมสร้างทัศนคติ
ที่ดีต่อการให้บริการแก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก่อนที่จะมีการส่งเสริมให้เภสัชกรชุมชนบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเอดส์และ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ในร้านยา


การศึกษาข้อมูลยาที่ประชาชนต้องการจากเภสัชกรชุมชนในกรุงเทพมหานคร

คมสัน สิทธิการิยกุล ยุวพร ศรีน้อย อุมาภัณฑ์ เอี่ยมศิลป์
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

รองศาสตราจารย์ ดร.นุวัตร วิศวรุ่งโรจน์ กุลธิดา ไชยจินดา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสำรวจข้อมูลยาที่ประชาชนต้องการและข้อมูลยาที่ประชาชนได้รับจากเภสัชกรเมื่อมารับบริการที่ร้านยาแล้วนำมา
เปรียบเทียบกันรวมทั้งศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพัธ์กับข้อมูลยาที่ประชาชนต้องการด้วย

วิธีดำเนินการศึกษา

การสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างประชากรที่มารับบริการจากร้านยาที่มีเภสัชกรอยู่ตลอดเวลาทำการ
ในพื้นที่ 15 เขตของกรุงเทพมหานครจำนวน 482 คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่
และสถิติวิเคราะห์ โดยการหาค่าไคสแควร์

ผลการศึกษาค้นคว้า

ผลการศึกษา พบว่าข้อมูลยาที่ประชาชนต้องการมากเป็น 3 อันดับแรกคือ วิธีใช้ยาร้อยละ75.58 ขนาดยาที่ใช้ต่อครั้ง
ร้อยละ 73.70 และข้อบ่งใช้ของยาร้อยละ 72.29 ตามลำดับ ส่วนข้อมูลยาที่ประชาชนได้รับจากเภสัชกรเมื่อมารับบริการที่ร้านยา มากเป็นสามอันดับแรกคือ วิธีใช้ยาร้อยละ 84.38 ข้อบ่งใช้ของยาร้อยละ 82.95 และขนาดยาที่ใช้ต่อ ครั้งร้อยละ 82.33 ตามลำดับ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็น ว่าข้อมูลยาที่ประชาชนได้รับจากเภสัชกรมากเป็นสามอันดับแรกตรงกับข้อมูลยาที่ประชาชน
ต้องการเป็น สามอันดับแรก และตรงตามรายละเอียดคำแนะนำที่ต้องให้ในการส่งมอบยากับผู้ป่วยที่ระบุไว้ในข้อบังคับสภา
เภสัชกรรมว่า ด้วย ข้อจำกัดและเงื่อนไข ในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมปี 2540 และร่างมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชน
ปี 2544 ส่วนข้อมูลยาที่ประชาชน ได้รับจาก เภสัชกร เมื่อมารับบริการที่ร้านยาน้อยที่สุด สามอันดับแรกคือข้อควรปฏิบัติเมื่อลืม
กินยา ร้อยละ 8.39 วิธีเก็บรักษายาร้อยละ 12.79 และอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาร้อยละ 15.56 ตามลำดับ ซึ่งเป็นข้อมูล
ที่ จำเป็นในการ ใช้ยาแต่ยังได้รับจากเภสัชกรน้อยอยู่ดังนั้น เภสัชกรจึงควรปรับปรุงการให้ข้อมูลยาให้ครบถ้วนทุกครั้ง ในการส่ง
มอบยา ให้กับผู้ป่วย ส่วนผลการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับข้อมูลยาที่ประชาชนต้องการ พบว่า ประเภทของการรับบริการ
ระยะเวลาที่มารับบริการ จำนวนรายการยาที่ได้รับ ค่ายารวมถึงปัจจัยส่วนบุคคลยกเว้นอายุมีความสัมพันธ์กับข้อมูลยา ที่ประชาชน
ต้องการ อย่างมีนัยสำคัญที่ความเชื่อมั่น 95%


ความคิดเห็น ความรู้ และความพร้อมของบุคลากรร้านยาในการปฏิบัติงาน
ด้านการบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในร้านยา จังหวัดปทุมธาน

ประทีป ติยะปัญจนิตย์ สิกขวัฒน์ นักร้อง วิทยา ตันติพิมล
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. ปวีณา สนธิสมบัติ อาจารย์ที่ปรึกษา
ดร. ปรีชา มนทกานติกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินความคิดเห็น ความรู้ และความพร้อมของบุคลากรร้านยาในการทำบริบาลทางเภสัชกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อ การทำบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในร้านขายยา

วิธีดำเนินการศึกษา

เป็นการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามที่ส่งทางไปรษณีย์ถึงร้านขายยาแผนปัจจุบันทุกร้านในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 193
ร้าน โดยมีเครื่องมือ วิจัยคือแบบสอบถามบุคลากรร้านยา ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบและร้านยา แบบทดสอบความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับ โรคความดันโลหิตสูงจำนวน 11 ข้อ ทัศนคติความคิดเห็น และความพร้อมเกี่ยวกับการให้บริบาลทางเภสัชกรรม ระดับ ความรู้เกี่ยวกับ โรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้ 3 ระดับตามคะแนนของคำตอบที่ถูกต้อง คือ ดี (75 - 100 คะแนน) ปานกลาง
(50 - 74 คะแนน) และ น้อย (น้อยกว่า 50 คะแนน) ระดับความคิดเห็นแบ่งได้เป็น 5 ระดับ ได้แก่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง การวิเคราะห์ผลและแปลผลทำโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในรูปแบบของจำนวนร้อยละ ตรวจสอบความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้กับความพร้อม และความคิดเห็นกับความพร้อม โดย Chi-Square test และตรวจสอบ ความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้กับความคิดเห็น โดยใช้ Spearman correlation

ผลการวิจัย

พบว่ามีแบบสอบถามส่งกลับมายังผู้ทำการวิจัยในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 7 เมษายน 2545 จากการใช้ตราประทับ ไปรษณียากรเป็นตัวกำหนดทั้งสิ้นจำนวน 36 ฉบับ ( ร้อยละ18.65 ) ของแบบสอบถามที่ส่งออกไปทั้งหมด ผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเภสัชกร 29 คน(ร้อยละ80.55) ระยะเวลาเฉลี่ยของการเปิดร้านยา 6.79 ปี จำนวนลูกค้าที่มารับบริการโดยเฉลี่ย 86.36 คน/วัน จำนวนลูกค้าโรคความดันโลหิตสูงเฉลี่ย 4.14 คน/วัน ผลการทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิต สูงพบว่าผู้ตอบ มีระดับ ความรู้ดีจำนวน 18 คน(ร้อยละ50 ) มีระดับความรู้ปานกลางจำนวน 13 คน (ร้อยละ36.11) และมีระดับความรู้น้อยจำนวน 5 คน(ร้อยละ13.89 ) ผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ73.93 ) เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในการบริบาลทางเภสัชกรรม โดยเฉพาะ การแนะนำการใช้ยา การให้ความรู้ผู้ป่วยเรื่องโรคความดันโลหิตสูง กับการปฏิบัติตนโดยไม่ใช้ยา และการตอบคำถามและให้ข้อมูลยาแก่ผู้ป่วยและแพทย์ ส่วนความพร้อมในการให้บริบาลนั้น พบว่า
ส่วนที่ผู้ตอบมีความพร้อมคือ การให้ข้อมูลยาแก่ผู้ป่วยและแพทย์ (ร้อยละ88) และการแนะนำการใช้ยา(ร้อยละ84.6) ส่วนที่ผู้ตอบ
ไม่มีความพร้อม คือ การจัดทำแฟ้มประวัติผู้ป่วย (ร้อยละ83.33) และ การแนะนำยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยให้กับแพทย์(ร้อยละ
68.97) ในด้านความสัมพันธ์ พบว่า ความรู้กับการสัมภาษณ์ประวัติเพื่อหาปัญหาไม่มีความสัมพันธ์กัน (p=0.121) ขณะที่ความรู้
ขึ้นกับความพร้อมในด้านการสืบค้นหาปัญหาการใช้ยา(p=0.009) ปัจจัย 3 อันดับแรกที่ผู้ตอบยังขาดและเป็นสิ่งที่มีผลต่อ การบริบาลทางเภสัชกรรม คือ เวลา จำนวนของบุคลากร และ การติดต่อกับแพทย์หรือโรงพยาบาล จากผลการวิจัยสามารถ สรุปได้ว่า
ผู้ตอบส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และเห็นด้วยกับสิ่งที่ควรปฏิบัติในการให้บริบาลทางเภสัชกรรม แต่ยังมีปัญหา
เรื่องความพร้อมในการปฏิบัติบางอย่าง เช่นการสัมภาษณ์ประวัติ การจัดทำแฟ้มประวัติผู้ป่วย และการแนะนำยาให้เหมาะสมให้กับ
แพทย์ โดยมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ เวลา จำนวนบุคลากร และ การติดต่อกับแพทย์หรือโรงพยาบาล ซึ่งจะเห็นได้ว่าร้านยา
มีความพร้อมบางส่วนในการให้บริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เช่น การแนะนำการใช้ยา การให้ความรู้ผู้ป่วย
เรื่องโรคความดันโลหิตสูงและการปฏิบัติตน ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคได้ การทำบริบาลทางเภสัชกรรม ในผู้ป่วยโรค
ความดันโลหิตสูงจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์


พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากสมุนไพรของผู้บริโภคที่มาซื้อยาจากร้านยาแผนปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร

นายสันต์ ดอรอมาน นางสาวสมจินต์ มะระพฤกษ์วรรณ เรือเอกหญิงอุมาพร ครุสารพิศิฐ
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาลี ทองเรือง ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาทร ริ้วไพบูลย์ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากสมุนไพร และทัศนคติต่อยาจากสมุนไพรของผู้บริโภคที่มาซื้อยาจากร้านยาแผน ปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานคร

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริโภคที่ซื้อยาจากสมุนไพรในร้านยาแผนปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร
ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 300 คน โดยสุ่มตัวอย่างเขตในกรุงเทพมหานครแบบชั้นภูมิ จำนวน 12 เขต แล้วสุ่มตัวอย่าง
ร้านยาจาก แต่ละเขต แบบสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน เขตละ 5 ร้าน และสุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่มาซื้อยาจากสมุนไพรในแต่ละ
ร้านแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนร้านละ 5 คน โดยเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ซึ่ง แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อยาจากสมุนไพร
ทัศนคติเกี่ยวกับยาจากสมุนไพร และข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากสมุนไพร
ของผู้บริโภคและวิเคราะห์ทัศนคติต่อยาจากสมุนไพรของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ค่าสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าไคสแควร์
โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 9.0 for windows

ผลการศึกษาค้นคว้า

จากการศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อยาจากสมุนไพรในร้านยาแผนปัจจุบันพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 66 ซื้อยาจาก
สมุนไพร โดยการบอกชื่อยาจากสมุนไพรที่ต้องการซื้อ และร้อยละ20 ซื้อโดยบอกอาการ ในด้านความถี่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.3
ซื้อยาจากสมุนไพรนาน ๆ ครั้ง โดยซื้อยาจากสมุนไพรผสมมากกว่ายาจากสมุนไพรเดี่ยว จากการศึกษาวัตถุประสงค์ของการซื้อ
พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56 ซื้อยาจากสมุนไพรเพื่อรักษาอาการป่วยของตนเอง ร้อยละ 24.7 ซื้อเพื่อป้องกันโรคหรือส่งเสริม
สุขภาพ และก่อนการตัดสินใจซื้อ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 93.3 คิดว่ามีความจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลยาจากสมุนไพรก่อนซื้อและแหล่ง
ข้อมูล ที่นิยมใช้คือ จากแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล และร้อยละ 83.3 คิดว่ามีความจำเป็นต้องอ่านฉลากยาก่อนซื้อ โดยข้อมูล
บนฉลาก ที่นิยมอ่านมาก 3 อันดับแรก คือ สรรพคุณยา วันผลิตและวันหมดอายุตามลำดับ ในการศึกษานี้พบว่าปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ 67 ใช้ในการตัดสินใจซื้อยาจากสมุนไพร คือตัวผลิตภัณฑ์ ที่มีฉลากยาครบถ้วน ถูกต้องตามกฎหมาย และมีสรรพคุณดี
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 43.62 มีทัศนคติในเชิงบวกต่อยาจากสมุนไพร แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจในประสิทธิภาพ และ
คุณภาพ ของยาจากสมุนไพร


การประเมินการปฏิบัติงานของเภสัชกรชุมชนในจังหวัดนครปฐม

สุวัฒน์ กอไพศาล ชูศักดิ์ ไมตรีมิตร สุภาณี แสงสมส่วน
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

อ. ดร.อารมณ์ เจษฎาญานเมธา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินการปฏิบัติงานของเภสัชกรชุมชนเจ้าของร้านซึ่งเป็นทั้งผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในจังหวัด
นครปฐม ตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540

วิธีดำเนินการศึกษา

การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา จากกลุ่มตัวอย่างคือเภสัชกรชุมชนเจ้าของร้านซึ่งเป็นทั้งผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติ
การตาม พรบ.ยา พ.ศ.2510 ในจังหวัดนครปฐมจำนวน 27 คน ได้จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นครปฐม (ข้อมูล พ.ศ.2543)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ประเมินการปฏิบัติงานของเภสัชกรชุมชน ตามแนวทางข้อบังคับสภา
เภสัชกรรมว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540
การวิเคราะห์ข้อมูลแสดงผลเป็นร้อยละในส่วนข้อมูลทั่วไปและความสามารถในการปฏิบัติได้ตามแนวทางของข้อบังคับ
สภาเภสัชกรรมว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540

ผลของการศึกษาค้นคว้า

การศึกษาวิจัยร้านยาเภสัชกรชุมชน 27 รายพบว่ามีเภสัชกรชุมชนที่เปิดร้านตลอดวัน 24 ราย (ร้อยละ 88.89)
โดยอยู่ปฏิบัติงานตลอดเวลาทำการ 13 ราย (ร้อยละ 48.15) และมีเภสัชกรชุมชนที่อยู่ปฏิบัติงานเฉพาะบางช่วงเวลา 11 ราย
(ร้อยละ 40.74) สำหรับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับใบสั่งยาพบว่าความถี่ ของการรับใบสั่งยาน้อย กล่าวคือได้รับใบสั่งยา
1 - 5 ใบต่อเดือน 15 รายและได้รับ 12 - 20 ใบต่อเดือน 1 ราย การปฏิบัติงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับใบสั่งยา เภสัชกรชุมชน 26 ราย
(ร้อยละ 96.29) ส่งมอบยาด้วยตนเองให้กับลูกค้ามากกว่าร้อยละ 50 และเภสัชกร 25 ราย (ร้อยละ 82.59) ให้คำปรึกษาขณะ
ส่งมอบยา ให้กับลูกค้ามากกว่าร้อยละ 50 เช่นกัน เภสัชกรชุมชนปฏิบัติในเรื่อง การบอกชื่อยา 15 ราย (ร้อยละ 55.56) แจ้งข้อ
บ่งใช้ 23 ราย(ร้อยละ 85.19) แสดงขนาดยาหรือวิธีรับประทานยา 24 ราย (ร้อยละ 88.89) บอกผลข้างเคียง 23 ราย
(ร้อยละ 85.19) ข้อควรระวัง 24 ราย (ร้อยละ 88.89) การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดปัญหาจากการใช้ยา 22 ราย (ร้อยละ 81.48)
เภสัชกรชุมชนเป็นผู้เลือกซื้อยาเข้าร้านโดยพิจารณาซื้อจากผู้ผลิตยาที่ได้รับมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยา 18 ราย
(ร้อยละ 66.67) สำหรับสถานที่ ประกอบการของเภสัชกรชุมชนพบว่า 17 ราย (ร้อยละ 63) มีการแบ่งพื้นที่จัดวางสินค้า
เป็นสัดส่วน แต่มีเพียง 17 ราย (ร้อยละ 63) เท่านั้นที่ได้ปฏิบัติในเรื่องการเก็บยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในตู้เย็น ทั้งนี้เภสัชกร
ชุมชน 20 ราย (ร้อยละ 74.07) ได้เคยเข้าหลักสูตร อบรมสัมมนาวิชาการกับสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กับวิชาชีพเภสัชกรรม


การศึกษาเปรียบเทียบความร่วมมือ และความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ได้รับคำแนะนำการใช้ยา
และการปฏิบัติตนจากเภสัชกรชุมชน และเภสัชกรโรงพยาบาล

อินทิรา วงศ์อัญมณีกุล นวลจันทร์ สายดาราสมุทร จิดาภา ร่มแก้ว
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. ปวีณา สนธิสมบัติ ดร. อุไรวรรณ พรทวีวุฒิ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อเปรียบเทียบความร่วมมือและความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ได้รับคำแนะนำการใช้ยา และการปฏิบัติตนจากเภสัชกรชุมชน และเภสัชกรโรงพยาบาล

วิธีดำเนินการศึกษา

การวิจัยนี้เป็นแบบเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (cross sectional analytical research) ในช่วงระหว่างเดือน
มกราคม ถึง เดือนเมษายน พ.ศ.2545 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับ บริการที่งานผู้ป่วยนอก
อายุ รกรรม โรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 22 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รับบริการในโรงพยาบาลเลิดสิน และกลุ่มที่สมัครใจ
ไป รับบริการ ที่ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการวิจัยฯ กลุ่มแรกมีจำนวนตัวอย่าง 14 คน หญิง 11 คน ชาย 3 คน อายุ เฉลี่ย 59.2
ฑ 7.35 ปี และกลุ่มที่ 2 มีจำนวนตัวอย่าง 8 คน หญิง 4 คน ชาย 4 คน อายุ เฉลี่ย 55.5 ฑ 9.50 ปี ลักษณะของประชากรทั้ง
2 กลุ่มไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์และการใช้แบบสอบถามจากผู้ป่วยโดยตรง โดยวัดความร่วมมือ
ในการใช้ยาใช้เกณฑ์ตัดสินที่ร้อยละ 80 โดยนับเม็ดยาที่เหลือ ณ วันที่แพทย์นัด และใช้แบบสำรวจความพึงพอใจ ในด้านต่างๆ ดังนี้
การเปิดโอกาสให้สอบถาม ความเป็นส่วนตัวของสถานที่ ความรู้ กริยามารยาท และความเต็มใจในการให้บริการของเภสัชกร
การให้คำแนะนำของเภสัชกร ตลอดจนความสะดวกในการมาใช้บริการและความพึงพอใจโดยรวม
การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมทางสถิติ EXCEL/SPSS กำหนดค่าความเชื่อมั่นทางสถิติที่ร้อยละ 95 ค่า a=0.05
โดยเปรียบเทียบความร่วมมือของผู้ป่วยในการใช้ยาระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไปรับยาที่ร้านยาเภสัชกรชุมชน และกลุ่มผู้ป่วย
โรคเบาหวานที่ไปรับยาจากเภสัชกรโรงพยาบาล (pearson correlation)

ผลการศึกษาค้นคว้า

พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยครั้งแรกของกลุ่มที่รับบริการในโรงพยาบาลและกลุ่มที่สมัครใจไปรับบริการที่ร้านยา
ที่เข้าร่วมโครงการมีค่าเท่ากับ 159.29ฑ38.22 และ 204.25ฑ65.11 ตามลำดับ หลังจากได้รับคำแนะนำการใช้ยาทั้ง 2 กลุ่มแล้ว
พบว่า ร้อยละของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าลดลงร้อยละ 15.38 และ14.7 ตามลำดับ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของค่านี้
ในทั้ง 2 กลุ่มลดลงจากเดิมใกล้เคียงกัน ( ค่า p.> 0.05) และพบว่าหากความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือด ก็มี
แนวโน้ม ลดลงในทั้ง 2 กลุ่ม นอกจากนี้ จำนวนขนานของยาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความร่วมมือในการใช้ยา โดยทั้ง 2
กลุ่มมีจำนวนผู้ที่ไม่ร่วมมือในการใช้ยา มากกว่าผู้ที่ร่วมมือในการใช้ยาหากจำนวนขนานยามากกว่า 2 ขนาน จากการวิจัยพบว่า
ในผู้ป่วย ที่ไม่ร่วมมือในการใช้ยามักจะมีการรับประทานยาซ้ำเกินขนาดที่แพทย์กำหนดร้อยละ 66.7 ในขณะที่การรับประทานยา
ต่ำ กว่าขนาด ที่แพทย์กำหนดร้อยละ 33.3 และสัดส่วนของผู้ไม่ร่วมมือ:ผู้ร่วมมือในร้านยาเท่ากับ 7: 1 ในขณะที่อัตราส่วนในกลุ่ม
โรงพยาบาลเท่ากับ 1:1.33 และ การสำรวจความพึงพอใจในด้านต่างๆ ของเภสัชกร ในกลุ่มที่รับบริการในร้านยา อยู่ในเกณฑ์พอใช้
ถึงดี (คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 68.4 ฑ9.4) ส่วนในกลุ่มผู้ใช้บริการในโรงพยาบาลอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก (คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 71.2 -14.2)
ส่วน การสำรวจความพึงพอใจต่อผู้ให้คำแนะนำ พบว่าส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่นในตัวแพทย์สูงสุดเมื่อเทียบกับบุคลากรทางการ
แพทย์อื่นๆ


การศึกษาการคัดเลือกยาเข้าร้านยาในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

จิรัชยา ชุณหกิติยานนท์ วิรงรอง พรหมประสิทธิ์ นฤมล เปี่ยมวิริยะ
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

รองศาสตรจารย์ ดร.นุวัตร วิศวรุ่งโรจน์ และอาจารย์กุลธิดา ไชยจินดา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์ทั่วไป

เพื่อศึกษาแนวทางการคัดเลือกยาเข้าร้านยาในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์เฉพาะ

1. เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการคัดเลือกยาของผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกยาเข้าร้านยาระหว่างเภสัชกรและไม่ใช่เภสัชกร
2. เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการคัดเลือกยาเข้าร้านยาในสถานการณ์จริงกับความคิดเห็นในการกำหนดหลักเกณฑ์ การคัดเลีอกยาเข้าร้านยา

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกยาเข้าร้านยาในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ทั้งที่เป็นเภสัชกร
และไม่ใช่เภสัชกร จำนวน 146 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 700 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบ
สอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับแนวทางการคัดเลือกยาเข้าร้านยา ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1
เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางที่ใช้ในการคัดเลือกยาเข้าร้านยาในปัจจุบัน ตอนที่2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทาง ที่ควรนำมาใช
้ เป็นหลักเกณฑ์ ในการคัดเลือกยาเข้าร้านยา ตอนที่ 3 สอบถามความคิดเห็นทั่วไปและ ข้อเสนอแนะ สำหรับในส่วนที่ 2 สอบถาม
ข้อมูลทั่วไปของผู้ที่ทำหน้าที่ในการคัดเลือกยาเข้าร้านยา
การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการหาค่าร้อยละ จัดอันดับความถี่เพื่อหาฐานนิยม สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน และไคว์สแควร์

ผลการศึกษาค้นคว้า

ผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกยาเข้าร้านยามีแนวทางการคัดเลือกยาโดยจะพิจารณายาที่ได้รับการขึ้น
ทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามากที่สุดถึงร้อยละ 83.6 รองลงมาจะพิจารณายาที่มี ประสิทธิภาพและความ
ปลอดภัย ร้อยละ 61.6 และพิจารณาข้อความบนฉลากเช่น ชื่อยา ข้อบ่งใช้ ครั้งที่ผลิต วันหมดอายุ ร้อยละ 57.3 สำหรับ ในส่วน
ของ การให้ความสำคัญกับแนวทางการคัดเลือกยาเพื่อนำมาเป็นหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกยาเข้าร้านยาพบว่ายานั้นจะต้องได้รับ
การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร้อยละ 79.3 ยาจะต้องมีคุณภาพในเรื่องของประสิทธิภาพและ
ความปลอดภัย ร้อยละ 63 โรงงานจะต้องได้รับมาตรฐานการผลิตที่ดีตามประเภทของยาที่คัดเลือก ร้อยละ 55.2 และยานั้นจะต้อง
มีลักษณะ บรรจุภัณฑ์ น่าใช้ ป้องกันความชื้น แสง การปนเปื้อนได้ดี ร้อยละ 46.9 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างแนวทางการคัดเลือก
ยาในสถานการณ์จริง กับความคิดเห็นในการให้ความสำคัญของการนำแนวทางมาเป็นหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกยาพบว่ามีความ
สัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า 0.05 อีกทั้งยังพบว่าผู้ที่มีหน้าที่คัดเลือกยาเข้าร้านยา ไม่ว่าจะเป็นเภสัชกร
หรือไม่เป็นนั้น ไม่มีความแตกต่าง ในการใช้แนวทางคัดเลือกยา


การสำรวจความคิดเห็นของเภสัชกรร้านยาต่อผลกระทบจากนโยบายประกันสุขภาพ
โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ในจังหวัดปทุมธานี

ธนวัต จางคกูล กนกพร ตั้งจิตติพร เฉลิมพล ธวัชราภรณ์
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. อารมณ์ เจษฎาญาณเมธา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสำรวจความคิดเห็นของเภสัชกรร้านยาต่อผลกระทบจากนโยบายประกันสุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ในจังหวัดปทุมธานี ในปี พ.ศ. 2544

วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เภสัชกรผู้ปฏิบัติการในร้านยาแผนปัจจุบันประเภท ขย.1 ในเขตจังหวัดปทุมธานี
198 ร้าน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของเภสัชกรร้านยาต่อผลกระทบจากนโยบายประกัน
สุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจาก
นโยบาย ประกันสุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของร้านยา
จากผลกระทบ ที่ได้รับจากนโยบายประกันสุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค และส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูล
ทั่วไป
การวิเคราะห์ข้อมูล ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่ร้านยาได้รับหรือไม่ได้รับจากการดำเนินนโยบายประกัน
สุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ปัจจัยต่างๆที่อาจเป็นสาเหตุในการได้รับหรือไม่ได้รับผลกระทบ และแนวทางการปรับตัว
ของร้านยาที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายประกันสุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ
และทดสอบหาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆกับการเกิดผลกระทบ โดยการทดสอบ Chi-Squared Test Fisher's exact
Test และ Cramer coefficient

ผลการศึกษาค้นคว้า

ผลการสำรวจความคิดเห็นของเภสัชกรร้านยาพบว่า ร้อยละ 60.9 ของเภสัชกรร้านยา มีความเห็นว่าตนเองไม่ได้
รับ ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายประกันสุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค และมีเพียงร้อยละ 5 ของเภสัชกรร้านยา
เท่านั้นที่มีความเห็นว่าตนเองได้รับผลกระทบในระดับรุนแรง (ระดับ (-) 4-5) สำหรับปัจจัยต่างๆของร้านยากับการเกิดผล
กระทบ ได้แก่ ระยะเวลาของการดำเนินกิจการ จำนวนวันและเวลาทำการ การมีสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ 30 บาท
รักษาทุกโรค อยู่ใกล้ร้านยา ลักษณะทำเลที่ตั้งของร้านยา ความสะดวกในการเดินทางมาใช้บริการ การมีบริการที่ดี การมีสินค้า
ราคาถูก การมีสินค้าหลากหลาย การมีสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม ทันสมัย ความเชื่อถือในตัวเจ้าของร้านหรือเภสัชกร ประจำร้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการที่ยาวนานต่อการได้รับหรือไม่ได้รับผลกระทบของร้านยาจากการดำเนินนโยบาย
ประกันสุขภาพ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
และ สำหรับแนวทางการปรับตัวของเภสัชกรร้านยาเมื่อได้รับผลกระทบแล้วได้ผลดีขึ้น มีดังนี้ ร้อยละ18 ของเภสัชกรร้านยา
เลือกที่จะขยายเวลาทำการของร้านยาเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย ร้อยละ18 ของเภสัชกรร้านยาเลือกที่จะหาแหล่ง ซื้อสินค้าที่ถูกลง
เพื่อลดต้นทุน ร้อยละ18 ของเภสัชกรร้านยาเลือกที่จะลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้า และร้อยละ12.5 ของเภสัชกรร้านยาเลือก
ที่จะเน้น การบริการ ที่ดีเพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า


การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดกรุงเทพมหานครต่อ
การปฏิบัติการของเภสัชกรชุมชนในร้านยา

ร้อยตำรวจเอกหญิง จิตตวดี ประสงค์ ร้อยตำรวจเอกหญิง วชิราภรณ์ ปริญญานุสรณ์
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

รองศาสตราจารย์ ดร. นุวัตร วิศวรุ่งโรจน์ กุลธิดา ไชยจินดา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์
เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครต่อการปฏิบัติการของเภสัชกรชุมชน

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชนในจังหวัดกรุงเทพมหานครที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปที่เคยได้รับ
บริการจากเภสัชกรชุมชนในร้านยา จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็น
ของประชาชนต่อความน่าเชื่อถือของเภสัชกรชุมชน จำนวน 12 ข้อ ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ต่อบทบาทของเภสัชกรชุมชน จำนวน 16 ข้อ ส่วนที่ 3 เป็นการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมและข้อเสนอแนะ และส่วนที่ 4 เป็นแบบ สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5 ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการ ปฏิบัติการของ
เภสัชกรชุมชนในร้านยา (วัดความน่าเชื่อถือและบทบาทของเภสัชกรชุมชน) โดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ และร้อยละ

ผลการศึกษา

จากการสำรวจประชาชนในจังหวัดกรุงเทพมหานครที่เคยได้รับบริการจากเภสัชกรชุมชนในร้านยา 400 คน พบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุดเป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 (240 คน) มีอายุ 21 - 35 ปี ร้อยละ 63.5 (251 คน) จบการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี ร้อยละ 53.3 (211 คน) ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท ร้อยละ 32.0 (127 คน) และมีรายได้ 5,001 - 10,000 บาทต่อเดือนร้อยละ 40.5 (161 คน) ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 11.0 (41 คน) มีความเห็นว่า การปฏิบัติการของเภสัชกรชุมชน มีความน่าเชื่อถือ ในภาพ รวมอยู่ในระดับ 43 คะแนน จากช่วงคะแนน 12 - 60 โดย ร้อยละ 26.8 (106 คน) มีความไว้วางใจ ต่อการปฏิบัติการของ เภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 12 คแนน จากช่วงคะแนน 3 - 15 ร้อยละ 20.7 (82 คน) มีความเชื่อถือ ต่อความรู้ความสามารถ ของเภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 16 คแนน จากช่วงคะแนน 4 - 20 ร้อยละ 24.5 (95 คน) มีความเชื่อถือ ต่อบุคลิกภาพ ของเภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 10 คแนน จากช่วงคะแนน 3 - 15 และร้อยละ 55.6 (215 คน) มีความเชื่อถือต่อ
จริยธรรม ของเภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 6 คแนน จากช่วงคะแนน 2 - 10 ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เภสัชกร
ชุมชน ในร้านยามีบทบาทในการซักถามอาการเจ็บป่วย ก่อนจ่ายยา ร้อยละ 91.0 (364 คน) ซักถามการแพ้ยา ร้อยละ 83.0
(332 คน) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสรรพคุณของยา ร้อยละ 82.5 (330 คน) และให้แนะนำวิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง ร้อยละ 82.5
(329 คน)


การสำรวจพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินและการให้คำแนะนำการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

ปิยนุช จารุพันธุเศรษฐ์ มนตรี วรรธนเศรณี วรุณยุพา ริ้วตระกูล
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. จันทรรัตน์ สิทธิวรนันท์ อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อทราบถึงพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ความรู้ของผู้ซื้อและผู้ขายเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน บทบาทและการให้คำแนะนำของผู้ขายต่อการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในร้านยาเขตอำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ที่มาใช้บริการที่ร้านยา ผู้ใช้จากสถานศึกษา
สถานบันเทิง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และผู้ขายยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในร้านยาเขตอำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี ถูกถาม
ตามความสมัครใจ ในการตอบแบบสอบถาม
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แยกเป็น 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 สำหรับผู้ใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน แบ่งเป็น
4 ส่วน ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัว ส่วนที่ 2 พฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ส่วนที่ 3 บทบาทของผู้ขายต่อการใช้ยาคุมกำเนิด
ฉุกเฉินส่วนที่ 4 ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ชุดที่ 2 สำหรับผู้ขาย แบ่งเป็น 5 ส่วน ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัว ส่วนที่ 2
พฤติกรรมการให้คำแนะนำการจ่ายยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ส่วนที่ 3 อัตราการขายยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ส่วนที่ 4 พฤติกรรมการเลือก
ใช้ยา คุมกำเนิดฉุกเฉิน กับผู้มารับบริการ ส่วนที่ 5 ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินและพฤติกรรมการให้คำแนะนำการใช้
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ

ผลการศึกษาค้นคว้า

จากการสำรวจผู้ใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจำนวน 204 คน และผู้ขาย จำนวน 18 คน ที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า
มีพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่ถูกต้องทั้งในแง่ของขนาดวิธีใช้ จำนวนเม็ดที่ใช้ต่อเดือน และ ช่วงของรอบเดือน
ใน การใช้ จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินทั้งหมด โดยได้รับข้อมูลการใช้ที่ถูกต้อง
จาก เภสัชกร (ร้อยละ 25) ผู้ขาย (ร้อยละ15) เอกสารกำกับยา (ร้อยละ15) และกลุ่มตัวอย่างผู้ขายยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ในร้านยา
จำนวน 18 ร้าน พบว่ามีพฤติกรรมการให้คำแนะนำที่ถูกต้องกล่าวคือขนาดวิธีใช้ และจำนวนเม็ดที่ใช้ต่อเดือน เป็นจำนวน 10 ร้าน
คิดเป็นร้อยละ 55.6 ของกลุ่มตัวอย่างผู้ขายสำหรับแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินของผู้ขายที่สามารถ ให้คำแนะนำ
ได้อย่างถูกต้องนั้นได้มาจาก เภสัชกร (ร้อยละ 30) และเอกสารกำกับยา (ร้อยละ 20) ในการให้คำแนะนำการใช้ยาคุมกำเนิด ฉุกเฉิน
พบว่าส่วนใหญ่จะมีการให้คำแนะนำเมื่อผู้ซื้อต้องการทราบข้อมูลการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินคิดเป็นร้อยละ 60


การสำรวจทัศนคติของเภสัชกรชุมชนต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ในสถานประกอบการเภสัชกรรมชุมชนเขตกรุงเทพมหานคร

วิษณุ ทรัพย์วิบูลย์ชัย ศรากร แก้วมีชัย
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาลี ทองเรือง ศรัณย์ กอสนาน อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์
เพื่อสำรวจและเปรียบเทียบทัศนคติต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของเภสัชกรชุมชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่
อยู่ในสถานประกอบการเภสัชกรรมชุมชน (ร้านยาประเภท ข.ย.1) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

วิธีดำเนินการศึกษา
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เภสัชกรชุมชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในร้านยาลูกโซ่หรือร้านยาเดี่ยวในเขตพื้นที่
กรุงเทพมหานคร จำนวน 270 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบวัดทัศนคติของเภสัชกรชุมชนต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในสถานประกอบการเภสัชกรรมชุมชน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นแบบสอบวัดทัศนคติจำนวน 30 ข้อ โดยใช้มาตรวัด
ลิเคิร์ต ทำการวัดทัศนคติต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในด้านความคุ้มค่า ประโยชน์ และความปลอดภัย และ
ตอนที่ 2 เป็นแบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบ โดยจัดส่งแบบสอบวัดทัศนคติให้กับกลุ่มตัวอย่างทางไปรษณีย์
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์คะแนนรวมจากแบบสอบวัดทัศนคติของเภสัชกรชุมชนต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารโดยหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าฐานนิยม ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนรวม จากแบบสอบวัดทัศนคติต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว ระหว่างเภสัชกรชุมชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในร้านยา แต่ละประเภท โดยการทดสอบค่าที ชนิดที่เป็นอิสระ

ผลการศึกษาค้นคว้า
ผลการศึกษาพบว่า จากคะแนนเต็ม 150 คะแนน ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมจากแบบสอบวัดทัศนคติต่อการให้คำแนะนำ เรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของเภสัชกรชุมชนในร้านยาทั้งสองประเภทเท่ากับ 92.51 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานเท่ากับ
13.66 ซึ่งจัดว่ามีทัศนคติในระดับปานกลางค่อนข้างดี เมื่อแยกพิจารณาตามประเภทของร้านยา พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนรวม จากแบบสอบวัดทัศนคติของเภสัชกรชุมชนในร้านยาลูกโซ่เท่ากับ 99.13 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานเท่ากับ 11.94 และของเภสัชกรชุมชนในร้านยาเดี่ยวเท่ากับ 89.61 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานเท่ากับ 13.40 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ของคะแนนรวมจากแบบสอบวัดทัศนคติของเภสัชกรชุมชนในสถานประกอบการเภสัชกรรมชุมชนทั้งสองประเภทนี้ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.001) โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนจากแบบสอบวัดทัศนคติของเภสัชกรชุมชน ในร้านยาลูกโซ่มีค่าสูงกว่า แสดงให้เห็นว่าทัศนคติต่อการให้คำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของเภสัชกรชุมชนในร้านยา
ลูกโซ่สูงกว่าเภสัชกรชุมชนในร้านยาเดี่ยว


การศึกษาความพร้อมของร้านยาเภสัชกรชุมชนในกรุงเทพมหานคร
ในการนำ (ร่าง) มาตรฐานไปปฏิบัติในร้านยา

สุกัญญา เจียระพงษ์ พิสชา ลุศนันทน์ ไพทร โอวาท
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อารมณ์ เจษฏาญานเมธา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อศึกษาความพร้อมของร้านยาเภสัชกรชุมชนในการนำ (ร่าง) มาตรฐานร้านยาที่สภาเภสัชกรรม
จัดทำขึ้นไปปฏิบัติในร้านยา และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของร้านยาเภสัชกรชุมชนที่มีการปฏิบัติตาม (ร่าง)
มาตรฐานฯ 2) ศึกษาความคิดเห็นของเภสัชกรชุมชนในร้านยาต่อการนำ (ร่าง) มาตรฐานฯ ไปปฏิบัติ และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อ
ความพร้อมในการนำ (ร่าง) มาตรฐานฯ ไปปฏิบัติในร้านยาเภสัชกรชุมชน

วิธีดำเนินการศึกษา

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้านยาเภสัชกรชุมชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 749 ร้าน กลุ่มตัวอย่างกำหนดขนาด
โดย ใช้ตาราง Krejcie and Morgan ได้จำนวน 254 ร้าน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ proportional stratified random
sampling จากจำนวน 50 เขต
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบที่สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 (ร่าง) มาตรฐานร้านยาแบ่งเป็น 5 มาตรฐานและ
ตอนที่ 2 ข้อมูลทั่วไป ได้ทดสอบแบบสอบถามที่สร้างขึ้นรวม 2 ครั้ง และมีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์
การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 9.0 for Windows และเลือกใช้สถิติเชิงพรรณนา
แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย พิสัย และ Chi - squared test

ผลการศึกษา

มีร้านยาตอบกลับ 93 ร้าน (36.6%) พบว่าร้านยาที่สำรวจได้ปฏิบัติตาม (ร่าง) มาตรฐานฯ โดยเรียงลำดับจากมาตรฐาน
ที่ ปฏิบัติได้น้อยไปมาก คือ มาตรฐานที่ 5(54.3%), 3(63.7%), 2(65.9%),1(66.3%) และ4(81.6%) ตามลำดับเภสัชกรชุมชน
มีความเห็นว่ามาตรฐานที่สามารถนำไปปฏิบัติได้น้อยที่สุด คือ มาตรฐานที่ 5 รองลงมา คือ 3, 1, 2 และ 4 ตามลำดับมาตรฐาน
ข้อย่อยที่สามารถนำไปปฏิบัติน้อยที่สุด 3 ลำดับ คือ การมีอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา มีเครื่องวัดน้ำตาล
ในเลือด และมีการบันทึกอุณหภูมิตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ สำหรับความพร้อมของร้านยาในการปฏิบัติตาม (ร่าง) มาตรฐานฯนั้น
ถ้าสภา เภสัชกรรมให้ร้านยาปฏิบัติโดยสมัครใจ ร้านยาร้อยละ 54.3 ยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตามได้ครบทุกมาตรฐาน. ปัจจัยที่มี
ความสัมพันธ์ต่อการนำ(ร่าง)มาตรฐานไปปฏิบัติได้แก่ จำนวนปีของการเปิดร้านยา การอบรมความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
รายได้จากการขายยา การเป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ และการเป็นสมาชิกของสมาคมเภสัชชุมชนฯ


การสำรวจลักษณะเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์ของประชาชนใน
เขตเทศบาลเมืองชลบุร

วลัย เอี่ยมประภาส ธนิกานต์ ประเสริฐกิจพันธุ์ ฤดีวัลย์ ไตรทิพยวรากุล
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

รศ.ดร.นุวัตร วิศวรุ่งโรจน์ อาจารย์กุลธิดา ไชยจินดา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาลักษณะเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี
2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อลักษณะเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี จำนวน 450 คน จากประชากร 30,779 คน
และสามารถนำข้อมูลใช้ได้จริง 410 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็น ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
และส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะเภสัชกรชุมชน ที่พึงประสงค์ โดยใช้มาตรวัดลิเคิร์ต
การวิเคราะห์ข้อมูล ได้วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะของเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์
และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์ โดยการหาค่าร้อยละ ฐานนิยม และการทดสอบค่าไค-สแควร์

ผลการศึกษาค้นคว้า
ผลการศึกษาพบว่าลักษณะเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี ด้านคุณสมบัติของ
เภสัชกร 3 อันดับแรกที่ประชาชนมีความต้องการมาก ได้แก่ ความซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า ร้อยละ 63.4(260ราย) มีความรู้
เรื่องยา ร้อยละ 63.2(259ราย) มีคุณธรรมจริยธรรม ร้อยละ 61.5(252ราย) สำหรับด้านการให้บริการของเภสัชกร 3 อันดับ
แรกที่ประชาชนต้องการมาก ได้แก่ จ่ายยาโดยตรงกับอาการหรือโรคที่เป็น ร้อยละ 67.6(277ราย) ให้คำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการ
ใช้ยาร้อยละ 65.6(269ราย) เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามอาการและสามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจน ร้อยละ 61.0(250ราย)
ส่วนผลการ ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อลักษณะเภสัชกรชุมชนที่พึงประสงค์ พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ครอบครัว
ต่อเดือน การรับรู้ภาวะสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับความต้องการต่อคุณสมบัติของเภสัชกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
และ เพศ มีความสัมพันธ์ กับความต้องการต่อการให้บริการของเภสัชกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ผลที่ได้จาก
การศึกษา สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาลักษณะเภสัชกรชุมชนให้เป็นที่ต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป


การศึกษาความคิดเห็นของแพทย์ เภสัชกรชุมชน และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ
ในร้านยาเภสัชกรชุมชน ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ต่อการส่งต่อผู้ป่วย
จากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล

มณฑาทิพย์ เพ็ชร์สีสม อรอุมา พัวทรัพย์เจริญ อรุณี ตันติไพจิตร
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชาลี ทองเรือง อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของแพทย์ เภสัชกรชุมชน และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการในร้านยาเกี่ยวกับการส่งต่อ
ผู้ป่วยจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล
2.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของแพทย์ เภสัชกรชุมชนเกี่ยวกับข้อมูลที่จำเป็นในแบบบันทึกการส่งต่อผู้ป่วยจากร้านยา
ไปสู่โรงพยาบาล

วิธีดำเนินการศึกษา
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร และประชาชนที่มาใช้บริการในร้านยาเภสัชกรชุมชน
จำนวน แบบสอบถามที่สามารถวิเคราะห์ได้ของแพทย์ 37 แบบสอบถาม คิดเป็นร้อยละ 75.5 ของแบบสอบถามทั้งหมด 49
ฉบับ ของเภสัชกรชุมชนที่ปฏิบัติงานในร้านยา 26 แบบสอบถาม และประชาชน 378 แบบสอบถาม
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของแพทย์ เภสัชกรชุมชน โดยแบ่งสอบถามเป็น
3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัว ส่วนที่ 2 เป็นข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งต่อผู้ป่วย ส่วนที่ 3 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบ
บันทึก การส่งต่อผู้ป่วย ส่วนของประชาชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัว ส่วนที่ 2 เป็นข้อมูลความคิดเห็น
เกี่ยวกับการส่งต่อผู้ป่วย
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นและรูปแบบบันทึกการส่งต่อผู้ป่วย ของแพทย์ เภสัชกร
ชุมชน และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการในร้านยา ต่อการส่งต่อผู้ป่วยจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ
และการทดสอบค่า ไคสแควร์

ผลการศึกษาค้นคว้า
ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนไม่รู้จักการส่งต่อจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาลมาก่อน ร้อยละ 74.9 และไม่เคยถูกส่ง
ต่อร้อยละ 83.9 เมื่อถูกส่งต่อให้ไปโรงพยาบาลสามารถไปได้ ร้อยละ 58.7 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 22.8 ไม่ไป ร้อยละ 18.3 สาเหตุ
ที่ไป เพราะต้องการตรวจเพื่อยืนยันในสิ่งที่เภสัชกรแนะนำคิดเป็นร้อยละ 32.9 สาเหตุที่ไม่ไปเพราะไม่อยากนั่งรอหมอนาน
คิดเป็นร้อยละ 34.8 การนำใบตอบกลับจากแพทย์กลับมาที่ร้านยา ร้อยละ 72.5 ความคิดเห็นต่อการส่งต่อผู้ป่วย เภสัชกร
เห็นด้วย ร้อยละ 84.6 แพทย์เห็นด้วย ร้อยละ 80 ส่วนใบตอบกลับเมื่อสิ้นสุดการรักษาแพทย์ยินดีส่งกลับมายังร้านยา คิดเป็น
ร้อยละ 92.6 เภสัชกรต้องการข้อมูลตอบกลับจากแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 72.7 ความคิดเห็นต่อแบบบันทึกที่เป็นมาตราฐาน
เดียวกันของร้านยาแพทย์ เภสัชกรชุมชน และประชาชน คิดว่าควรมีมาตราฐานเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 96.4,90.9 และ 94.7
ตามลำดับ ความคิดเห็นต่อข้อมูลที่จำเป็นในแบบบันทึกการส่งต่อควรประกอบด้วย วัน เดือน ปี ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ประวัติ
การใช้ยา เหตุผล ในการส่งต่อผู้ป่วย และการรักษาในเบื้องต้นก่อนการส่งโรงพยาบาล ในส่วนของข้อมูลตอบกลับเภสัชกรชุมชน
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมได้แก่ การวินิจฉัยขั้นสุดท้าย เป้าหมายการรักษา การให้หน้าที่ของเภสัชกรด้านการให้คำปรึกษาและดูแล
เรื่องยาต่อไป และผลการตรวจจากห้องปฏิบัติ


การสำรวจกิจกรรมการบริบาลเภสัชกรรมในร้านยาเภสัชกรชุมชนเขตกรุงเทพมหานคร

หฤทัย คุโณทัย สุวิมล วรเกษมสุข สุคนธิศ สุขเณศกุล
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

ดร. จันทรรัตน์ สิทธิวรนันท์ อาจารย์ที่ปรึกษา


วัตถุประสงค์


เพื่อสำรวจความคิดเห็นของเภสัชกรชุมชนที่มีต่องานบริบาลเภสัชกรรมในร้านยา ลักษณะของกิจกรรม งานบริบาล
เภสัชกรรม ในร้านยาที่มีการปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนากิจกรรมดังกล่าว

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เภสัชกรในร้านยาเภสัชกรชุมชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยในการศึกษานำร่อง (pilot study) ได้ทำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 30 และ ในการศึกษาจริงได้ทำการสุ่ม
ตัวอย่าง ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปความคิดเห็นต่อการ
ดำเนินงานกิจกรรมด้านการบริบาลเภสัชกรรม ลักษณะของกิจกรรมที่ได้ดำเนินการอยู่ และอุปสรรคที่มีผลต่อการพัฒนางานดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ความคิดเห็นต่อการดำเนินงานกิจกรรมด้านการบริบาลเภสัชกรรม ลักษณะ
ของกิจกรรมที่ได้ดำเนินการอยู่ และอุปสรรคที่มีผลต่อการพัฒนางานดังกล่าว ใช้วิธีการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าฐานนิยม ค่าเฉลี่ย
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นในการดำเนินงานโดยใช้วิธีวิเคราะห์การทดสอบไค-สแควร์

ผลการศึกษา

พบว่ามีแบบสอบถามส่งกลับมายังผู้ทำการวิจัยทั้งสิ้นจำนวน 107 ฉบับ (ร้อยละ 42.8) ของแบบสอบถามที่ส่งออกไป
ทั้งหมด จำนวน 250 ฉบับ จากการสำรวจความคิดเห็นของเภสัชกรต่อการดำเนินงานกิจกรรมด้านการบริบาลเภสัชกรรมดังกล่าว
พบว่า เภสัชกรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) ให้ความสำคัญมากต่อกิจกรรมการให้คำปรึกษาด้านยาแก่ผู้ป่วย โดยที่กิจกรรมอื่น ๆ นั้น
จำนวน เภสัชกรที่ให้ความสำคัญมากต่อกิจกรรม การให้ข้อมูลข่าวสารด้านยา การส่งต่อผู้ป่วย การติดตามอาการไม่พึงประสงค์
จากการใช้ยาและและการบันทึกประวัติผู้ป่วย คิดเป็นร้อยละ 44.8 34.4 23.6 และ 11.4 ตามลำดับ มื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ได้
ทำการศึกษา พบว่าไม่มีความแตกต่างในความคิดเห็นต่อการดำเนินกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับลักษณะ
กิจกรรมฯ ที่เภสัชกรดำเนินการอยู่ พบว่า กิจกรรมด้านการให้คำปรึกษาด้านยาแก่ผู้ป่วยเป็นกิจกรรมที่เภสัชกรดำเนินการ มากที่สุด
คิดเป็นร้อยละ 97.2 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด และการบันทึกประวัติผู้ป่วยดำเนินการเป็นจำนวนน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ
18.7 อุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนางานบริบาลเภสัชกรรม คือ ภาระงานและเวลา การแข่งขันในด้านธุรกิจ เภสัชกรไม่อยู่ประจำ
การ ขาดความรู้ความชำนาญ คิดเป็นผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 62.6 48.6 46.8 และ 44.9 ตามลำดับแต่อย่างไรก็ตามกิจกรรม
ที่ มีแนวโน้มในอนาคตว่า ร้านยาจะเปิดดำเนินการ คือ การส่งต่อ การบันทึกประวัติผู้ป่วย และการให้คำปรึกษา คิดเป็นผู้ตอบ
แบบสอบถามร้อยละ 37.0 35.0 และ 34.0 ตามลำดับ


การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดกรุงเทพมหานครต่อ
การปฏิบัติการของเภสัชกรชุมชนในร้านยา

ร้อยตำรวจเอกหญิง จิตตวดี ประสงค์ ร้อยตำรวจเอกหญิง วชิราภรณ์ ปริญญานุสรณ์
เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชน

รองศาสตราจารย์ ดร. นุวัตร วิศวรุ่งโรจน์ กุลธิดา ไชยจินดา อาจารย์ที่ปรึกษา

วัตถุประสงค์

เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครต่อการปฏิบัติการของเภสัชกรชุมชน

วิธีดำเนินการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชนในจังหวัดกรุงเทพมหานครที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปที่เคยได้รับบริการ
จากเภสัชกรชุมชนในร้านยา จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็น
ของประชาชนต่อความน่าเชื่อถือของเภสัชกรชุมชน จำนวน 12 ข้อ ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ต่อบทบาทของเภสัชกรชุมชน จำนวน 16 ข้อ ส่วนที่ 3 เป็นการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมและ ข้อเสนอแนะ และส่วนที่ 4
เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5 ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการ ปฏิบัติการของ
เภสัชกรชุมชนในร้านยา (วัดความน่าเชื่อถือและบทบาทของเภสัชกรชุมชน) โดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ การแจกแจงความถี่
และร้อยละ

ผลการศึกษา

จากการสำรวจประชาชนในจังหวัดกรุงเทพมหานครที่เคยได้รับบริการจากเภสัชกรชุมชนในร้านยา 400 คน พบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุดเป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 (240 คน) มีอายุ 21 - 35 ปี ร้อยละ 63.5 (251 คน) จบการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี ร้อยละ 53.3 (211 คน) ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท ร้อยละ 32.0 (127 คน) และมีรายได้ 5,001 - 10,000
บาทต่อเดือน ร้อยละ 40.5 (161 คน)ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 11.0 (41 คน) มีความเห็นว่า การปฏิบัติการของเภสัชกรชุมชน
มีความน่าเชื่อถือในภาพรวมอยู่ในระดับ 43 คะแนน จากช่วงคะแนน 12 - 60 โดย ร้อยละ 26.8 (106 คน) มีความไว้วางใจ
ต่อการปฏิบัติการของ เภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 12 คะแนน จากช่วงคะแนน 3 - 15 ร้อยละ 20.7 (82 คน) มีความเชื่อถือต่อ
ความรู้ ความสามารถของเภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 16 คแนน จากช่วงคะแนน 4 - 20 ร้อยละ 24.5 (95 คน) มีความเชื่อถือ
ต่อ บุคลิกภาพของเภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 10 คแนน จากช่วงคะแนน 3 - 15 และร้อยละ 55.6 (215 คน) มีความเชื่อถือ
ต่อจริยธรรมของเภสัชกรชุมชนอยู่ในระดับ 6 คแนน จากช่วงคะแนน 2 - 10 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มี ความเห็นว่าเภสัชกร
ชุมชนในร้านยามีบทบาทในการซักถามอาการเจ็บป่วย ก่อนจ่ายยา ร้อยละ 91.0 (364 คน) ซักถามการแพ้ยา ร้อยละ 83.0 (332 คน)
ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสรรพคุณของยา ร้อยละ 82.5 (330 คน) และให้แนะนำวิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง ร้อยละ 82.5 (329 คน)

 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000 โทรศัพท์ 055-261058 โทรสาร 055-261057
Contact web master : www@nu.ac.th